โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า

โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า
[[ไฟล์:Logo-PMK-new-.jpg| 200px]]
ประเภท รัฐ (โรงพยาบาลมหาวิทยาลัย, โรงพยาบาลทหาร)
ที่ตั้ง ถนนราชวิถี แขวงทุ่งพญาไท เขตราชเทวี กรุงเทพมหานคร
ข้อมูลทั่วไป
สังกัด กระทรวงกลาโหม
ผู้อำนวยการ พลตรี ชุมพล เปี่ยมสมบูรณ์
จำนวนเตียง 1,200 เตียง (ขยายได้ 1,600 เตียง)
บุคลากร 1,060 คน
เว็บไซต์ www.pmk.ac.th

โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า ตั้งอยู่ในบริเวณอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ โดยร่วมมือกับวิทยาลัยแพทยศาสตร์พระมงกุฎเกล้า เพื่อผลิตแพทย์ทหารและ แพทย์โครงการสาธารณสุขในสังกัดของวิทยาลัยแพทยศาสตร์พระมงกุฎเกล้า

ประวัติ

หลังการเปลี่ยนแปลงการปกครองเมื่อวันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ .2475 พ.ต.หลวงธุรไวทยวิเศษ นายแพทย์ประจำกองทหารวังปารุสกวันพิจารณาเห็นว่า ควรจัดให้มีสถานพยาบาลเป็นแหล่งกลางของกองทัพบกขึ้นสักแห่งหนึ่ง ทำนองโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย ซึ่งได้ขอยืมนายทหารกองทัพบกไปใช้ปฏิบัติงาน จึงได้นำความเรื่องนี้ปรึกษากับ พ.อ.พระยาทรงสุรเดช ท่านเห็นด้วยในหลักการและยินดีที่จะสนับสนุนสถานที่ ซึ่งอยู่ในข่ายพิจารณา 3 แห่ง คือ 1.โฮเต็ลพญาไท (พระราชวังพญาไท) 2.วังบางขุนพรหม 3.กรมแผนที่ทหารบก เมื่อได้พิจารณากันแล้วในที่สุดเห็นว่าโฮเต็ลพญาไท เหมาะกว่าที่อื่น พ.ต.หลวงธุรไวทยวิเศษจึงได้เรียน พ.อ.พระยาทรงสุรเดช ให้ขอโฮเต็ลพญาสำหรับเป็นที่ตั้งโรงพยาบาลต่อไป ต่อมาพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7 ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทานพระราชวังพญาไทนี้เป็นสถานพยาบาลของทหาร จากนั้นได้รวมกองเสนารักษ์ที่ 1 (ปากคลองหลอด) และกองเสนารักษ์ที่ 2 (บางซื่อ) เข้าด้วยกัน ใช้ชื่อใหม่ว่า กองเสนารักษ์จังหวัดทหารบกกรุงเทพฯ แล้วย้ายมาตั้ง ณ พระราชวังแห่งนี้ โดยมี พ.ท.หลวงวินิชเวชการเป็นผู้บังคับกอง และได้กระทำพิธีเปิดสถานพยาบาลแห่งนี้เมื่อวันที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2475 โดยมี พ.อ.พระยาพหลพลพยุหเสนา พ.อ.พระยาทรงสุรเดชและนายทหารชั้นผู้ใหญ่อีกหลายท่านได้มาร่วมในพิธีนี้ การดำเนินการเพื่อที่จะให้การรักษาพยาบาลของสถานที่แห่งนี้ได้เจริญก้าวหน้าไปตามลำดับทางกองทัพบกจึงได้โอนนายแพทย์ที่มีความรู้ความสามารถอันดีเยี่ยมจากคณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยและโรงพยาบาลศิริราช ซึ่งขณะนั้นขึ้นอยู่กับกระทรวงธรรมการจำนวน 3 นาย คือ 1. รองอำมาตย์เอก หลวงวาทวิทยาวัฒน์ มาบรรจุในแผนกอายุกรรม 2. รองอำมาตย์ตรี สงวน โรจนวงศ์ มาบรรจุแผนกศัลยกรรม 3. รองอำมาตย์ตรี บุญเจือ ปุณโสนี มาบรรจุในแผนกสูตินรีเวชกรรม ตั้งแต่นั้นมา กิจการก็ดำเนินมาด้วยดี ในตอนปลายปี พ.ศ. 2476 ทางราชการได้ปรับปรุงเปลี่ยนแปลงการจัดจำหน่ายทหารให้เหมาะสมยิ่งขึ้น ขณะนั้นกองเสนารักษ์จังหวัดทหารบกกรุงเทพฯ ได้เปลี่ยนชื่อเป็น กองเสนารักษ์มณฑลทหารบกที่ 1

ตลอดเวลาสงครามเอเชียบรูพาและในระหว่างสงครามทางราชการทหารจำเป็นต้องระงับการช่วยเหลือประชาชนชั่วคราว ทั้งนี้เนื่องจากต้องจัดขยายสถานที่ไว้สำหรับรักษาพยาบาลทหารโดยเฉพาะ ต่อมาเมื่อสงครามโลกครั้งที่ 2 ยุติลงเมื่อ พ.ศ. 2488 กองทัพบกได้พิจารณาเห็นความจำเป็นที่จะต้องปรับปรุงสมรรถภาพของทหารให้ดียิ่งขึ้นรวมทั้งในด้านการรักษาพยาบาลผู้ป่วยเจ็บ การฝึกอบรมเจ้าหน้าที่ฝ่ายวิชาการ คือ แพทย์ พยาบาลและเจ้าหน้าที่ เทคนิคอื่น ๆ ตลอดการวิจัยในทางวิทยาวิทยาศาสตร์การแพทย์ให้ก้าวหน้าทัดเทียมนานาอารยประเทศ ดังนั้น ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2489 กองเสนารักษ์มลฑลทหารบกที่ 1 จึงแปรสภาพเป็นโรงพยาบาลทหารบกและโอนการบังคับบัญชาขึ้นตรงตรงต่อกรมการแพทย์สุขาภิบาล(กรมแพทย์ทหารบกในปัจจุบัน) โดยได้เปิดทำการรักษาพยาบาลประชาชนทั่วไปเช่นเดิมและในเวลาเดี่ยวกันก็ใช้โรงพยาบาลทหารบกแห่งนี้ เป็นแหล่งศึกษาสำหรับแพทย์ตลอดจนเจ้าหน้าที่เทคนิคอื่น ๆ ด้วย ในสมัย พล.ต.ถนอม อุปถัมภานนท์ เป็นนายแพทย์ใหญ่ทหารบก ได้ดำริเห็นสมควรที่จะอันเชิญพระปรมาภิไธยของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว มาใช้เป็นชื่อโรงพยาบาลเพื่อเป็นการเฉลิมพระเกียรติและเป็นพระบรมราชานุสรณ์รำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์ท่าน

ปัจจุบันโรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า เป็นโรงพยาบาลทั่วไป มีหน้าที่ให้การรักษาพยาบาลทหาร ข้าราชการ ลูกจ้าง คนงาน ครอบครัว และบุคคลพลเรือนทั่วไป วันละประมาณ 2,000 นาย นอกจากนั้นยังมีหน้าที่ฝึกอบรมบุคลากรต่างๆ เช่น แพทย์ประจำบ้านสาขาต่างๆ นักเรียนแพทย์ทหาร นักเรียนพยาบาล นักเรียนนายสิบเหล่าแพทย์ นายสิบนักเรียนหลักสูตรต่างๆ ในปัจจุบันมีเตียงคนไข้ซึ่งสามารถให้บริการได้ 1,200 เตียง และขยายได้ 1,600 เตียง

อ้างอิง

พิกัดภูมิศาสตร์: 13°46′03″N 100°32′00″E / 13.767608°N 100.533465°E / 13.767608; 100.533465